ทำความรู้จักกับสารกำจัดศัตรูพืชอย่าง ‘น้ำส้มควันไม้” มีวิธีใช้งานอย่างไร

น้ำส้มควันไม้

เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านจะต้องสงสัยกันอย่างแน่นอนว่า น้ำส้มควันไม้คืออะไร สามารถนำมาใช้ในด้านใดได้บ้าง ซึ่งน้ำส้มควันไม้จะเป็นผลพลอยได้จากการเผาไหม้ของไม้พืชสดในเตาเผาถ่านสภาพอับอากาศ ซึ่งจะต้องมีการใช้ความร้อนในการเผาไหม้แบบอุณหภูมิที่เหมาะสม หรือมีอุณหภูมิประมาณ 100-480 องศาเซลเซียส ซึ่งหลังจากการเผาแล้วจะมีสารประกอบบางกลุ่มที่จะมีคุณสมบัติช่วยในการกระตุ้นการงอกของเมล็ดพืช และยังสามารถทำลายการพักตัวของเมล็ดพืชได้อีกด้วย จึงส่งผลให้การใช้น้ำส้มควันไม้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

แนะนำวิธีการใช้งานน้ำส้มควันไม้อย่างถูกต้อง

1. น้ำส้มควันไม้จะสามารถเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้เป็นอย่างดี แต่คุณควรใช้น้ำส้มควันไม้ 2-3 ครั้ง หรือใช้งานทุก ๆ 15-20 วันในช่วงของฤดูกาลเพาะปลูก และการเติบโต จนถึง 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งน้ำส้มควันไม้จะมีสารอนินทรีย์ในน้ำส้ม อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นตัวช่วยเร่งการหมักไปในตัวของกรดอะมิโน และน้ำตาลได้อีกด้วย ดังนั้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มรสชาติให้แก่ผลผลิตของคุณได้เป็นอย่างดี ทำให้ผลผลิตมีรสชาติที่หวานขึ้น ทั้งยังมีกลิ่นหอมที่มากขึ้นได้อีกด้วย

2. ในกรณีที่ใช้น้ำส้มควันไม้กับพืชผักนั้น จะสามารถฉีดน้ำส้มควันไม้ก่อนเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งน้ำส้มควันไม้จะช่วยให้ผักมีคุณภาพที่ดี และมีรสชาติดีมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการชะลอการเหี่ยวเฉาได้อีกด้วย ในส่วนของความถี่ในการฉีดนั้น ควรจะใช้ 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว

3. ในกรณีของการใช้น้ำส้มควันไม้กับผลไม้ และผักใบที่จะมีระยะเวลาในการปลูกที่ค่อนข้างนาน ควรจะใช้น้ำส้มควันไม้ 2-3 ครั้งในทุก ๆ 15-20 วัน 

4. สำหรับการเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้นั้น ควรจะเก็บเอาไว้ในที่ร่ม หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ทึบแสง และไม่มีสิ่งใดรบกวน แต่หากคุณนำน้ำส้มควันไม้เก็บไว้ในที่โล่งแจ้ง จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับอากาศและรังสีอุลตร้าไวโอเลต และอาจจะกลายมาเป็นน้ำมันดิบ ซึ่งในน้ำมันดิบนี้จะมีสารก่อมะเร็งอีกด้วย

สำหรับการใช้งานของน้ำส้มควันไม้ต้องบอกเลยว่า สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย แถมยังมาพร้อมกับคุณประโยชน์ที่เยอะเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการป้องกันโรคต่าง ๆ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี สามารถป้องกันศัตรูพืช และขับไล่แมลงทุกชนิด และที่สำคัญยังช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืช เพื่อช่วยให้พืชผลต่าง ๆ มีรสชาติหวานมากยิ่งขึ้นนั่นเอง